https://timeline.line.me/post/_dTY9e5aZTMwTAmuf6tE3y1MFOan1f0tJvIWQ-Mg/1153007943004051628

❀❀❀..ใสปิ้ง..❀❀❀
NegativeThinking บอกอะไรในตัวคุณ? ทุกคนย่อมมีเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานที่ดูดพลังออกจากตัวคุณโดยการบ่นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในโลกที่ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อพวกเขา โชคร้ายที่คุณต้องรับมือกับคนที่คิดลบตลอดชีวิต หลายครั้งที่มนุษย์เรามักจะโทษสถานการณ์ภายนอกที่ทำให้ตัวเองย่ำแย่มากกว่าจะโทษตัวเองไม่ว่าจะโทษคนอื่นโทษการเมือง รัฐบาล หรือแม้กระทั่งโทษ “ดวงชะตา”ที่ร้ายไปกว่านั้น บางครั้งก็โทษ“พ่อ แม่” ที่เลี้ยงเรามา ไม่ดีแทนที่จะกลับมาคิดว่า “วิธีมองโลก” ของเรา “วิธีปฏิบัติ”ของเรา ผิดปกติ เรา“มองโลกในแง่ร้าย” ไปหรือเปล่า ทำให้เราทำอะไรที่ไม่เหมาะสมเราไม่ได้“พัฒนาตนเอง” จึงไม่ประสบความสำเร็จหรือเปล่า? เราลองมาดูแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว.. ปัญหาส่วนใหญ่เลยคือมนุษย์เรา “ไม่รู้ตัว” ว่าเรามี“ความคิดในทางลบ” หรือที่เรียกว่า NegativeThinker หรือผู้ที่คิดลบอยู่เสมอ นั่นเอง อยากรู้ว่าเราเป็น NegativeThinker ประเภทไหน? หากอยากทราบว่าตนเองเป็น Negative Thinker ประเภทไหนนั้นก่อนอื่นเราต้องทราบดังนี้ 1. มองตัวเองให้ทะลุปรุโปร่ง ให้เห็นในส่วนของ“รูปแบบความคิด” ของเรา ว่าเราเป็นคน คิดอย่างไรแล้วก็“ยอมรับ”เมื่อยอมรับได้แล้วก็จะนำไปสู่ การตัดสินใจ ที่จะเปลี่ยนแปลง 2. เปลี่ยนแปลงความคิดโดยการใช้ “สติ” หมายถึง การมองย้อนกลับไป ว่า... ตอนนี้เรากำลังคิดอะไรอยู่แล้วคิดเพื่ออะไร ตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่แล้วทำไปทำไม ตอนนี้เรากำลังรู้สึกอย่างไรทุกข์สุข เศร้าใจ ..เท่านี้เราก็พอจะมองออกแล้วว่าเราคิดในทาง“บวก” หรือ“ลบ” โดยการทำ “สติ” ให้อยู่กับตัวเอง แล้วย้อนกลับมา...แน่นอนว่าคนที่“คิดลบ”จะพบ “ทุกข์ที่ซ่อนเร้น” อยู่ภายในจิตใจของตนเอง ประสบการณ์ในวัยเด็กส่งผลถึงความคิดและพฤติกรรม พฤติกรรมที่คิดในเชิง“ลบ”มีอะไรบ้าง? ...ความคิดในเชิงลบโดยมากแล้วมักจะเป็นปัญหาที่มักจะเกิดในวัยเด็กเราอาจจะมีความขัดแย้งหรือภาวะบอบช้ำอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในวัยเด็กอย่างเช่น ถูกพ่อ แม่ ตี โดยที่ตัวเองไม่ได้ทำผิด เป็นต้นจะถูกสะสมอยู่ในระดับจิตใต้สำนึกแล้ว ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมซึ่งแบ่งเป็น 11รูปแบบ คือ.. 1. “เย็นชา” คือ คนที่เฉยๆ ไม่ค่อยยินดี ยินร้าย ขาดเป้าหมายในชีวิตและชอบ“เก็บตัว” เงียบๆ อยู่คนเดียว “เหม่อลอย” และทำงานแบบ ไม่มีแรงบันดาลใจนิ่งๆ เฉยๆอยู่ได้เป็นวันๆ วิธีแก้...ต้องใช้ สติ ย้อนเข้ามาดู ว่า หากเราไม่สนใจใยดีอย่างนี้จะเกิดผลอย่างไรถามตัวเองว่าเรา จะ ยอมรับผลที่เกิดขึ้นตรงนั้นได้หรือเปล่า? 2. “รักตัวเองไม่เป็น” คือ ไม่รู้จักรักตัวเอง ไม่เคารพตัวเอง ขาด ความภาคภูมิใจ ในตัวเองเช่นไม่พอใจในสรีระของตัวเอง รู้สึกตัวเอง ไม่สวย ไม่ดี ไม่มีความพอดีคิดตำหนิตัวเองอยู่ตลอดเวลาวิธีแก้... คือพอใจในตัวเองและที่ สำคัญคือคนเราจะใครชอบใคร หรือว่าจะ ยอมรับใครมันไม่ได้อยู่ลักษณะอาการภายนอก มันอยู่ที่พื้นฐานข้างใน มันอยู่ที่“ความงดงามภายใน” 3. “ต้องการเป็นที่ยอมรับอยู่เสมอ” คือ คนที่ต้องการให้คนมา “ยอมรับ” ตัวเองอยู่ตลอดเวลาเราจะสังเกตได้ง่ายๆคือ คนประเภทนี้จะเป็นคนประเภท ถูกตำหนิไม่ได้ประเภทฉันไม่ดีฉันทำอะไรเสียหมด..เธอว่าฉัน เธอทำเองแล้วกัน...ฉันไปดีกว่าวิธีแก้...คือมองตัวเองและเคารพตัวเอง สร้าง “ภาพลักษณ์” โดยการ “ยอมรับตัวเอง” 4. “จมปลักอยู่กับอดีต” คนประเภทที่..“ฉันเป็นคนอย่างนี้แหล่ะ คงไม่มีใครรักฉันจริงไม่มีใครที่จะยอมรับฉันได้”แทนที่จะคิดอย่างนั้นให้ “ยอมรับ” ว่า “ฉันเคยเป็น”แต่สิ่งที่ฉัน “เป็น” ในวันนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ “เคยเป็น” ฉันได้ “เปลี่ยนแปลง”แล้ว มีวิธีคิด 5. “อารมณ์ไร้สาระ” คือ คนที่ตกอยู่ในอารมณ์ “รู้สึกผิดมากเกินไป”เช่น ตีอกชกตัวและทำท่า“สำนึกผิด” เพื่อจะได้พ้นตัว และพ้นความรับผิดชอบไปจะได้มีคนช่วยเหลือและมาทำหน้าที่แทนทางแก้คือวิเคราะห์ออกมาแล้วหาทางแก้ไขมีระบบงาน “ชัดเจน” 6. “กลัวการลองของใหม่” คือ คนที่มีระเบียบวินัยมากเกินไป ทำอะไรซ้ำ ๆ ระมัดระวังเรื่องเวลาทางแก้คือ ต้องมองให้ออกก่อนว่า ทุกอย่างไม่จำเป็นต้อง“สมบูรณ์แบบ”แค่พอใช้ได้ก็พอแล้ว และ อย่ากลัว ความล้มเหลว ให้นึกว่า พอล้มก็เริ่มใหม่ได้ 7. “กลัวการแหวกกรอบของประเพณี” เช่น ถ้าเราไม่ชอบ ก็ไม่ต้องทำแล้วเลิกจับผิดผู้อื่น 8. “โลกนี้ไม่มีความยุติธรรม” คือ ประเภท “บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ” ให้มองว่าโลกเรานี้ มี “ให้”และ “รับ” เราต้องหัดรับบ้างหัดให้บ้าง โลกเราก็อยู่ได้อย่างสงบสุข 9. “ผัดวันประกันพรุ่ง” ต้องแก้โดย ยอม “รับผิดชอบ” ในสิ่งที่เราทำคือเมื่อผัดวันประกันพรุ่งแล้วเกิดความเสียหายอย่างไรเราต้องยอมรับและเรียนรู้เพื่อแก้ไข 10. “พึ่งพาผู้อื่น” คือคนประเภท ที่ตัดสินใจเองไม่เป็น ไม่รู้จัก “ความสันโดษคนประเภทนี้มาจากพื้นฐานครอบครัวประเภทที่ ชอบ “ออกคำสั่ง” ทางแก้คือเราต้องรู้ว่า “ใคร” เป็นผู้ “ครอบงำ” ความคิดและการตัดสินใจของเราอยู่แล้วให้ไปบอกผู้นั้นว่าเราเป็นคนมีหลักการโดยการแสดงให้เขาเห็นว่าเราทำตามหลักการนั้นอย่าปล่อยให้เขามาครอบงำเราได้มาก 11. “โกรธแล้วต้องแสดงออก” ทางแก้คือเราต้องพิจารณา ว่า ความโกรธไม่มีประโยชน์มันเป็นการโยนสิ่งที่เป็นลบให้กับตัวเองและผู้อื่น และ สถานการณ์ที่เราควบคุมไม่ได้เราอาจไม่จำเป็นต้องไปโกรธ เช่น “รถติด” แม้เราจะโกรธไปรถก็ไม่ได้หายติด ทางแก้คือแก้ที่ “ใจ” ทางแก้คือ หาอะไรที่สร้างสรรค์จรรโลงใจทำดีกว่าเช่น รถติดแล้วเราทำอะไรไม่ได้ก็เปิดซีดีธรระฟังดีกว่า https://www.winnews.tv/news/24272

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้